วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 28 ประวัติของวิทยุกระจายเสียง


                         

              คำว่า วิทยุ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบัญญัติขึ้นเพื่อใช้แทนคำว่า เรดิโอ (Radio) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงการรับและส่งข่าวด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือคลื่นวิทยุโดยไม่ต้อง ใช้สายเชื่อมต่อกันระหว่างเครื่องรับกับเครื่องส่ง หากส่งข่าวสารเป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แทนภาษาพูด ก็เรียกว่าวิทยุโทรเลข (Radio Telegraph) คือการส่งโทรเลขโดยใช้คลื่นวิทยุนั่นเอง หากส่งให้ออกเป็นเสียงพูดหรือเสียงอื่นได้โดยตรงเรียกว่า วิทยุกระจายเสียง (Radio Broadcasting) เช่น การส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงต่างๆ ที่รับฟังกันอยู่ทั่วไป
ประวัติความเป็นมาของวิทยุกระจายเสียง
กำเนิดวิทยุของโลก มีความเป็นมาตามลำดับต่อไปนี้พ.ศ. 2408 เจมส์ คลาก แมกซ์เวล (James Clerk Maxwell) ชาวอังกฤษค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือคลื่นวิทยุพ.ศ. 2430 เฮนริช รูดอล์ฟ เฮิรตซ์ (Henrich Rudolf Hertz) ได้ค้นคว้าทดลองตามหลักการของ แมลซ์แวล ค้นพบคุณสมบัติต่างๆ ของคลื่นวิทยุพ.ศ. 2444 กูลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo marconi) ชาวอิตาลี สามารถส่งคลื่นวิทยุโทรเลขข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ระยะทางกว่า 2,000 ไมล์ การส่งวิทยุระยะแรกเป็นการส่งวิทยุโทรเลข ยังไม่สามารถส่งสัญญาณที่เป็นเสียงพูดได้ จนกระทั้ง พ.ศ. 2449 จึงสามารถส่งสัญญาณเสียงพูดได้โดยการพัฒนาของศาตราจารย์ เรจินัลต์ เอ. เพสเสนเดน (Riginald A. Fessenden) และลีเดอฟอเรส (Lee de Forest) ชาวอเมริกันทำได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2451 ซึ่งเป็นการส่งเสียงพูดจากเครื่องส่งไปยังเครื่องรับเครื่องหนึ่งในระยะไกลเรียกว่า วิทยุโทรศัพท์ (Radio Telephony) สถานีวิทยุกระจายเสียงที่ออกอากาศครั้งแรกของโลกคือ สถานี KCBS ในซานฟรานซิโก สหรัฐอเมริกา เริ่มออกอากาศรายการประจำให้คนทั่วไปรับฟังเมื่อ พ.ศ. 2453 (สุมน อยู่สิน และยงยุทธ รักษาศรี 2534 : 47-65)

 สำหรับวิทยุในประเทศไทย 
          วิทยุในประเทศไทย วิทยุโทรเลข ถูกนำเข้ามาทดลองใช้ในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2447 ตรงกับปลาย รัชกาลที่ 5 โดยห้างบีกริม ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทวิทยุโทรเลขเทเลฟุงเกน ประเทศเยอรมัน ทำการทดลอง ส่งระหว่างกรุงเทพมหานคร กับเกาะสีชัง
พ.ศ. 2456 สมัยรัชกาลที่ 6 กระทรวงทหารเรือ จัดตั้งสถานีวิทยุโทรเลขขึ้นที่ตำบลศาลาแดงในพระนครแห่งหนึ่ง และที่จังหวัดสงขลาอีกแห่งหนึ่ง ต่อมา พ.ศ. 2469 ได้โอนกิจการสถานีวิทยุทั้งสองแห่งให้กรมไปรษณีโทรเลข และต่อมางานวิทยุโทรเลขได้ขยายไปสู่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศวิทยุกระจายเสียง เกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2471 โดยการเริ่มทดลองส่งของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าบูรฉัตรไชยากร กรมพระยากำแพงเพชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงพานิชย์ และการคมนาคมในสมัยรัชกาลที่ 7 ตั้งสถานี 4 พีเจ (4PJ) ขึ้นอยู่ในความดูแลของกองช่างวิทยุกรมไปรษณีย์โทรเลข แต่การกระจายเสียงจำกัดอยู่ในหมู่เจ้านาย ข้าราชการ จนกระทั่ง พ.ศ. 2472 จึงตั้งสถานีวิทยุแห่งใหม่ขึ้นที่วังพญาไท กระจายเสียงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ประชาชนทั่วไปได้รับฟัง ซึ่งถือว่าเป็นการส่งวิทยุกระจายเสียงครั้งแรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2475 เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะราษฎร์ได้ใช้วิทยุกระจายเสียงเผยแพร่ข่าวให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง
พ.ศ. 2482 รัฐบาลตั้งสำนักงานโฆษณาการขึ้นและโอนสถานีวิทยุต่างๆ ให้อยู่ในการควบคุมดูแลของสำนักงานโฆษณาการ (ภายหลังเปลี่ยนกรมโฆษณาการ และเป็นกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน) เรียกสถานีวิทยุใหม่ว่า "สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย" หลังจากนั้นวิทยุกระจายเสียงได้พัฒนาแพร่หลายมาเป็นลำดับ (อนันต์ธนา อังกินันทน์ 2532 : 9-16)



วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 27 ที่มาของอินเตอร์เน็ต

                 
                อินเตอร์เน็ต มีพัฒนาการมาจาก อาร์พาเน็ต (Arp Anet เรียกสั้น ๆ ว่า อาร์พา) ที่ตั้งขึ้นในปี 2512 เป็นเครือข่ายคอมพิวเคอร์ของกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ในงานวิจัยด้านทหาร (ARP : Advanced Research Project Agency)

                   มาถึงปี 2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พาประสบความสำเร็จอย่างสูง และได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจากอาร์พามาเป็นดาร์พา (Defense Advanced Research Project Agency: DARPA) และในที่สุดปี 2518 อาร์พาเน็ตก็ขึ้นตรงกับหน่วยการสื่อสารของกองทัพ (Defense Communication Agency)
                     ในปี 2526 อาร์พาเน็ตก็ได้แบ่งเป็น 2 เครือข่ายด้านงานวิจัย ใช้ชื่ออาร์พาเน็ตเหมือนเดิม ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ชื่อว่า มิลเน็ต (MILNET : Millitary Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้ โพรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet) เป็นครั้งแรก
ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกา (NSF) ได้ ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFNETและพอมาถึงปี 2533 อาร์พารองรับภาระที่เป็นกระดูกสันหลัง (Backbone) ของระบบไม่ได้ จึงได้ยุติอาร์พาเน็ต และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายขนาดมหึมา จนถึงทุกวันนี้ และเรียกเครือข่ายนี้ว่า อินเตอร์เน็ต โดยเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อยมากถึง 50,000 เครือข่ายทีเดียว และคาดว่า ภายในปี 2543 จะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งโลกประมาณ 100 ล้านคน หรือใกล้เคียงกับประชากรในโลกทั้งหมด
           สำหรับประเทศไทยนั้น อินเตอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี 2530-2535 โดยเริ่มจากการเป็นเครือข่ายในระบบคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัย (Campus Network) แล้วจึงเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2535และ ในปี 2538 ก็มี การเปิดให้ บริการอินเตอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ (รายแรก คือ อินเตอร์เน็ตเคเอสซี) ซึ่งขณะนั้น เวิร์ลด์ไวด์เว็บกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา
อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เน็ต บางครั้งก็มีการเรียกย่อเป็น เน็ต (Net) หรือ The Net ด้วยเช่นเดียวกัน อีกคำหนึ่งที่หมายถึงอินเตอร์เน็ตก็คือ เว็บ (Web) และ เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (World – Wide Web) (จริง ๆ แล้ว เว็บเป็นเพียงบริการหนึ่งของอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่บริการนี้ ถือว่าเป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด

 ที่มา http://www.bcoms.net/article/historyinternet.asp


วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 25 ประเภทของธนาคาร จัดทำโดยใช้โปรแกรม MindjetMindManager pro 6


ประเภทของธนาคาร
1   ธนาคารพาณิชย์
1.1   หน้าที่
1.1.1 ฝากเงิน กู้ยืม และบริการอื่นๆ เช่นชำระเงิน
1.2   ประเภทธนาคารพาณิชย์
1.2.1 ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ
ธนาคารกรุงไทย
ธนาคารทหารไทย
1.2.2 ธนาคารเอกชนของประเทศไทย
ธนาคารไทยพาณิชย์
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ธนาคารนครหลวงไทย
ธนาคารกรุงเทพ
ธนาคารกสิกรไทย
ฯลฯ
1.2.3 ธนาคารเอกชนของต่างประเทศ
ธนาคารเอชเอสบีซี
ธนาคารซิตี้แบงค์
ธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์
ธนาคารมิซูโฮ คอร์ปอเรต
ฯลฯ
2   ธนาคารพิเศษของรัฐ
2.1   หน้าที่
2.1.1 คล้ายกับธนาคารพาณิชย์ แต่จะมีหน้าที่พิเศษเพิ่ม
2.2   เช่น
2.2.1 ธนาคารอาคารสงเคราะห์
  หน้าที่
ช่วยเหลือทางการเงินให้กับประชาชน ได้มีที่อยู่อาศัยตามสมควรแก่อัตภาพ
2.2.2 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า
  หน้าที่
สนับสนุนการลงทุนสำหรับนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ 
2.2.3 ธนาคารพัฒนารัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
  หน้าที่
พัฒนา ส่งเสริม ช่วยเหลือ และสนับสนุนการจัดตั้ง การดำเนินงาน การขยาย หรือการปรับปรุงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
2.2.4 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
  หน้าที่
ให้บริการสำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม
2.2.5 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
  หน้าที่
มุ่งให้ความช่วยเหลือทางการเงิน เพื่อส่งเสริมอาชีพการเกษตรหรือการดำเนินงานของเกษตรกร
2.2.6 ธนาคารออมสิน
  หน้าที่
เน้นให้สินเชื่อเพื่อพัฒนาชนบท พัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย
3   ธนาคารกลาง
3.1   ธนาคารแห่งประเทศไทย
3.1.1   หน้าที่
ออกธนบัตร
ควบคุมปริมาณเงินในระบบ
รักษาเถียรภาพของเงิน
ควบคุมสถาบันการเงิน
ดูแลการแลกเปลี่ยนเงินตรา
รักษาทุนสำรองระหว่างประเทศ
เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาล

จัดทำโดยใช้โปรแกรม MindjetMindManager pro 6 

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 23 บทเรียนการเกษตรทฤษฎีใหม่

บทเรียนการเกษตรทฤษฎีใหม่ ( แก้ไขเพิ่มเติม)


หลักการสร้างวีดิทัศน์ สื่อการเรียนการสอน เรื่อง การเกษตรทฤษฎีใหม่
 Input                    ผู้เรียนได้แก่ นักเรียนโรงเรียนบุญเหลือวิทยานุสรณ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 
                              กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
                             
Process               1. วางแผนการผลิต  โดยศึกษาวัตถุประสงค์การเรียนรู้และหลักสูตร 
                              จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้
                              สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระเศรษฐศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

                              2. การถ่ายทำ รวบรวมข้อมูลและรูปภาพที่เกี่ยวกับเรื่องการเกษตรทฤษฎีใหม่ 
                              หาเพลงประกอบในการผลิตวีดีทัศน์ และวีดีโอที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

                              3. ขั้นหลังการถ่ายทำ  ลำดับภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีทำขวัญข้าว 
                              และทดลองนำเสนอผ่าน Weblog รวมทั้งให้ที่ปรึกษาได้ตรวจสอบ    

Output  บทเรียนวีดีทัศน์เพื่อการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องการเกษตรทฤษฎีใหม่


Feedback   ผู้เรียนมีความเข้าใจในเนื้อหา ให้ผลตอบกลับที่เป็นความคิดสร้างสรรค์
                       สามารถนำ ความรู้ไปใช้ตีความโจทย์ปัญหาที่กำหนดไว้ได้อย่างถูกต้อง