วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 21 หอจดหมายเหตุแห่งชาติ


หอจดหมายเหตุแห่งชาติ


                             งานจดหมายเหตุ ของประเทศไทย มีประวัติความเป็นมาสืบย้อนขึ้นไปได้ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างน้อย โดยอาศัยตามข้อทรงสันนิษฐานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า "เรื่องจดหมายเหตุมีธรรมเนียมเก่าเป็นหน้าที่ของมหาดเล็กจะต้องจดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ เก็บไว้ในหอศาสตราคม และงานจดหมายเหตุในราชสำนักก็ยังเป็นประเพณีสืบต่อมาหลายสมัย ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฎหลักฐานเรื่องการจัดงบประมาณกรมพระอาลักษณ์ เมื่อ ร.ศ. 115 ขอรับพระราชทานยกการบันทึกเหตุการณ์ประจำวันรวมกับราชกิจจานุเบกษายกเป็นกองจดหมายเหตุ ใน ร.ศ.118 ปรากฏหลักฐานประกาศตั้งตำแหน่งข้าราชการกรมรัฐมนตรีและกรมพระอาลักษณ์ มีหลวงนรราชจำนงดำรงตำแหน่งปลัดกรม ยังคงปรากฏมีกองจดหมายเหตุอยู่" ส่วนหอจดหมายเหตุ ในความหมายที่เป็นหน่วยงานเก็บเอกสารไว้เป็นเอกสารจดหมายเหตุ ตรงกับคำว่า ARCHIVESของภาษาอังกฤษ มิใช่เพียงแต่หมายถึงการจดบันทึกเหตุการณ์ประจำวันที่เกิดขึ้นแล้วเก็บไว้นั้นเริ่มในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นความสำคัญของหนังสือราชการเป็นอย่างยิ่งและมีพระราชกระแสให้นำเอกสารสำคัญไปเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุ ดังตัวอย่างพระราชกระแสที่จะอัญเชิญต่อไปนี้ "เรื่องตราเป็นอันได้ความถูกต้องตามที่พระยามหาอำมาตยแจ้งความ แต่มีความเสียใจที่เปนตราแกะใหม่ทั้ง 2 ดวงรุ่นเดียวกันกับนารายน์ทรงราหูตราเก่าเป็นจะหายหกตกหล่นเพราะเจ้าแผ่นดินไม่ได้อยู่ติดเมืองสักคนหนึ่งศุภอักษรนี้อ่านคันใจเต็มที เพราะเจ้าใจโดยมาก ด้วยเป็นคำมคธคำไทยเจืออยู่แต่คำเขมรไม่เข้าใจเลย ขอให้ล่ามเขมรเขียนอักษรขอมบรรทัดหนึ่ง อักษรไทยอ่านเปนสำเนียงเขมรบรรทัดหนึ่ง คำแปลภาษาเขมรเขียนลงไว้ใต้คำเขมรที่เขียนอักษรไทย หนังสือชนิดนี้ควรจะเข้าอาไคฟ ขอให้เก็บให้จงดี"
image


การดำเนินงานจดหมายเหตุในระยะแรกมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2459 เป็นแผนกจดหมายเหตุอยู่ในหอพระสมุดวชิรญาณ มีเอกสาร 2 ประเภท คือ เอกสารจดหมายเหตุในอดีตได้มาจากหนังสือที่หอพระสมุดวชิรญาณมีอยู่เดิม ส่วนที่หาเพิ่มได้มาจากหนังสือท้องตราและใบบอกราชการหัวเมืองตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ขึ้นไป ขอจากกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงต่าง ๆ ส่วนเอกสารจดหมายเหตุในปัจจุบันให้กระทรวงต่าง ๆ ส่งบรรดาคำสั่ง ข้อบังคับ หรือรายงานที่กระทรวงนั้น ๆ จัดพิมพ์ขี้นมาให้หอพระสมุดวชิรญาณเก็บรักษาไว้ ท่านตรัสว่า "เราหาหนังสือหลักฐานทางราชการในสมัยก่อน ๆ ลำบากอยู่แล้ว ฉะนั้น
image


ถ้าเริ่มต้นเสียแต่บัดนี้ ในเวลาอีก 100-200 ปี เด็ก ๆ จะแต่งหนังสือเรื่องอะไรก็จะหาหลักฐานได้จากหอนี้ ไม่ต้องลำบากเหมือนคนชั้นพ่อ" ข้าพเจ้าทูลถามว่า "จะเอาหนังสือมาจากไหน" ท่านตอบว่า "สั่งไปตามกระทรวงว่าหนังสืออะไรที่พ้น 25 ปี แล้วให้ส่งเข้าหอนี้ เราจ้างเด็กผู้หญิง (เพราะรายจ่ายต่ำด้วยไม่ใช่หัวหน้าครอบครัว) ด้วยเงินเดือนน้อย มาเป็นผู้เลือกปี เลือกเรื่อง เข้าแฟ้ม เรื่อยไป ในไม่ช้าเราก็จะได้เรื่องติดต่อกันมาเป็นหลักฐาน" นอกจากนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ผู้ทรงสนพระทัยการศึกษาค้นคว้าวิจัยได้ทรงเล็งเห็นความสำคัญของหนังสือราชการว่า จะเป็นเอกสารข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ทรงห่วงใยว่าเอกสารเหล่านี้จะสูญหาย จึงทรงดำริจัดตั้งหอจดหมายเหตุและหอรูปขึ้น เพื่อเก็บรักษาเอกสารที่มีอายุเกิน 25 ปี และรูปถ่ายไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า ดังปรากฏในพระนิพนธ์ของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิสกุลว่า งานจดหมายเหตุเป็นที่ยอมรับในความสำคัญ จึงจัดตั้งหน่วยงานขึ้นรับผิดชอบดำเนินการโดยเฉพาะ เมื่อมีประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมศิลปากร ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2495 ตั้งกองจดหมายเหตุแห่งชาติขึ้น การดำเนินงานจดหมายเหตุได้พัฒนาและขยายขอบข่ายการปฏิบัติงานออกไปอย่างกว้างขวาง มีการปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรให้ทันสมัย เพื่อก้าวไปสู่การดำเนินงานที่ตรงตามมาตรฐานวิชาการจดหมายเหตุสากล พร้อมทั้งรับหอภาพยนตร์แห่งชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานจดหมายเหตุแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2530 รวมทั้งขยายเครือข่ายหอจดหมายเหตุแห่งชาติในส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา ปัจจุบัน จากนโยบายการปฏิรูประบบราชการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีฐานะเป็นสำนักหนึ่งในกรมศิลปากรกระทรวงวัฒนธรรม มีอัตรากำลัง เป็นข้าราชการ 81 คน ลูกจ้างประจำ 36 คน ลูกจ้างชั่วคราว 52 คน
ที่มา www.nat.go.th

บันทึกครั้งที่ 20 องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ


องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

                ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ รัฐบาลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ล้นเกล้าฯ ทรงมีต่อพสกนิกรและประเทศชาติโดยเฉพาะที่ทรงเป็นผู้นำในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาอาชีพ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมตลอดจนการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของไทยในท้องถิ่นชนบทที่ห่างไกลมาอย่างต่อเนื่องด้วยความวิริยะ อุตสาหะจนบังเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน เป็นที่ชื่นชมยกย่องของปวงชนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านดังกล่าว ได้กระตุ้น และชักนำให้สังคมไทยตื่นตัวในด้านการศึกษาวิจัย พัฒนา ใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการพัฒนาอาชีพ อันส่งผลต่อการยกระดับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน และการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ดำเนินโครงการ “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ต่อมาในปี ๒๕๓๘ คณะรัฐมนตรีได้จัดตั้ง องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ขึ้น มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัด กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เป็นหน่วยงานบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ ดังกล่าว

         องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ได้ดำเนินการพัฒนา “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์” ซึ่งตั้งอยู่ ณ เทคโนธานี ถนนเลียบคลองห้า ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มาจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯแทนพระองค์ ทรงพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓ และได้เปิดให้บริการแก่ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นต้นมา
        
         อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ได้รับการออกแบบและก่อสร้างใน  รูปทรงเรขาคณิตที่น่าทึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการก่อสร้างอันเป็น จุดดึงดูดความสนใจของผู้ที่ได้พบเห็นตัวอาคารมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ 3 ลูก แต่ละลูกมีขนาด 20*20*20 เมตรวางพิงกันเพื่อพยุงและเฉลี่ยการรับน้ำหนักของกันและกัน ทำให้เกิดความสมดุลในการทรงตัวโดยมีรากฐานในการรับน้ำหนักของตึกตรงบริเวณมุมแหลมของรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ทั้ง 3 ลูกโดยจุดรับน้ำหนักแต่ละจุดสามารถรับน้ำหนักได้ถีง 200 ตันโครงสร้างทั้งหมดประกอบด้วยโครงเหล็กเพื่อเสริมด้านความแข็งแรงของอาคารโดยเฉพาะ ในส่วนของลูกบาศก์มีโครงสร้างเป็นโครงเหล็กถักแบ่งเป็น 6 ชั้น มีความสูงประมาณ 45 เมตร หรือเท่ากับอาคาร 12 ชั้นมีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการภายใน ประมาณ10000ตารางเมตรนอกจากนั้นผนังภายนอกอาคารยังกรุด้วยแผ่นเหล็กเคลือบเซรามิค (Ceramic steel)ซึ่งมีลักษณะผิวภายนอกที่ดูแลรักษาได้ง่ายและไม่ต้องทาสีตลอด อายุการใช้งานประกอบกับลักษณะพื้นผิวที่สะท้อนแสงและการติดตั้งที่มีความลาดเอียง จึงสะท้อนความร้อนได้มากช่วยให้ประหยัดพลังงานในการปรับอุณหภูมิภายในได้เป็นอย่าง ดีภายในอาคารมีการติดตั้งระบบควบคุม อุณหภูมิระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐาน ทั้งระบบตรวจจับควันไฟ (Smoke Detector) และระบบฉีดน้ำอัตโนมัติ(Sprinkle)ตลอดจนมีการจัดระบบการอำนวยความสะดวกในการเดินชมนิทรรศการภายในอาคารทั้งสำหรับผู้ชมทั่วไปและผู้ทุพลภาพจึงนับได้ว่านอกจากจะเป็นอาคารที่มีรูปทรงดึงดูดใจแล้วยังเป็นอาคารที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยอีกด้วย


ที่มา www.nsm.or.th


วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554






E-learning คืออะไร
          คำว่า e-Learning คือ การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทำผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ได้มีการนำเข้าสู่ตลาดเมืองไทยในระยะหนึ่งแล้ว เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็นต้น
          ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า e-Learning กับการเรียน การสอน หรือการอบรม ที่ใช้เทคโนโลยีของเว็บ (Web Based Technology)ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึงเทคโนโลยีระบบการจัดการหลักสูตร (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนที่เรียนด้วยระบบ e-Learning นี้สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ หรือ จากแผ่นซีดี-รอม ก็ได้ และที่สำคัญอีกส่วนคือ เนื้อหาต่างๆ ของ e-Learning สามารถนำเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)
          คำว่า e-Learning นั้นมีคำที่ใช้ได้ใกล้เคียงกันอยู่หลายคำเช่น Distance Learning (การเรียนทางไกล) Computer based training (การฝึกอบรมโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ หรือเรียกย่อๆว่า CBT) online learning (การเรียนทางอินเตอร์เนต) เป็นต้น ดังนั้น สรุปได้ว่า ความหมายของ e-Learning คือ รูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสื่ออิเลคทรอนิกส์ในการถ่ายทอดเรื่องราว และเนื้อหา โดยสามารถมีสื่อในการนำเสนอบทเรียนได้ตั้งแต่ 1 สื่อขึ้นไป และการเรียนการสอนนั้นสามารถที่จะอยู่ในรูปของการสอนทางเดียว หรือการสอนแบบปฎิสัมพันธ์ได้





ประโยชน์ของ e-Learning
  • ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา และ สะดวกในการเรียน
              การเรียนการสอนผ่านระบบ e-Learning นั้นง่ายต่อการแก้ไขเนื้อหา และกระทำได้ตลอดเวลา เพราะสามารถกระทำได้ตามใจของผู้้สอน เนื่องจากระบบการผลิตจะใช้ คอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ผู้เรียนก็สามารถเรียนโดยไม่จำกัดเวลา และสถานที่
     
  • เข้าถึงได้ง่าย
              ผู้เรียน และผู้สอนสามารถเข้าถึง e-learning ได้ง่าย โดยมากจะใช้ web browser ของค่ายใดก็ได้ (แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ผลิตบทเรียน อาจจะแนะนำให้ใช้ web browser แบบใดที่เหมาะกับสื่อการเรียนการสอนนั้นๆ) ผู้เรียนสามารถเรียนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใดก็ได้ และในปัจจุบันนี้ การเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกระทำได้ง่ายขึ้นมาก และยังมีค่าเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่มีราคาต่ำลงมากว่าแต่ก่อนอีกด้วย
     
  • ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยกระทำได้ง่าย
              เนื่องจากผู้สอน หรือผู้สร้างสรรค์งาน e-Learning จะสามารถเข้าถึง server ได้จากที่ใดก็ได้ การแก้ไขข้อมูล และการปรับปรุงข้อมูล จึงทำได้ทันเวลาด้วยความรวดเร็ว
     
  • ประหยัดเวลา และค่าเดินทาง
              ผู้เรียนสามารถเรียนโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ โดยจำเป็นต้องไปโรงเรียน หรือที่ทำงาน รวมทั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องประจำก็ได้ ซึ่งเป็นการประหยัดเวลามาก การเรียน การสอน หรือการฝึกอบรมด้วยระบบ e-Learning นี้ จะสามารถประหยัดเวลาถึง 50% ของเวลาที่ใช้ครูสอน หรืออบรม




    ที่มา www.thaiedunet.com/ten_content/what_elearn.html 

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 19 เก็บตก สาระและความประทับใจ ใน สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล

เก็บตก สาระและความประทับใจ ใน สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล 



 สาระที่ได้ในวันนี้ 
ในส่วนชั้นหนึ่ง จัดแสดงปลาต่างๆ
                  สำหรับส่วนที่จัดแสดงไว้ในสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล บางแสนนี้ เป็นบริเวณเขตน้ำขึ้น-น้ำลง บริเวณที่เป็นหาดหิน และมีน้ำขังอยู่ตามแอ่งหิน ซึ่งลักษณะเช่นนี้เรียกกันทั่วไปว่า "แอ่งน้ำขึ้น-น้ำลง" (Tidal Pool) ตามธรรมชาติตามแอ่งน้ำขึ้น-น้ำลงเช่นนี้จะพบ กุ้ง ลูกปลาบางชนิด หอยนางรม ปูเสฉวน เม่นทะเล ดอกไม้ทะเล ดาวทะเล ฯลฯ

                    บริเวณแนวปะการังนับเป็นแหล่งที่มีความ อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของทะเล เพราะสัตว์ทะเลหลาย ชนิดอาศัยบริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่หลบ ซ่อนภัยและเป็นแหล่งอาหาร นอกจากนี้แล้ว ยังใช้เป็นที่สำหรับผสมพันธุ์ วางไข่ และเจริญเติบ โตของสัตว์ตัวอ่อนอีกด้วย สำหรับปลาที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ส่วนใหญ่ จะเป็นปลาที่มีขนาดและมีสีสันสวย งาม เช่น ปลาสลิด ปลาการ์ตูน ปลาเขียวพระอินทร์ ปลาผีเสื้อ และปลาโนรี เป็นต้น
                       สิ่งมีชีวิตในทะเลเหมือนกับสิ่งมีชีวิตบน บกคือ มีการอยู่ร่วมกัน และพึ่งพาอาศัยกัน ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การอยู่ร่วมกันแบบที่ เรียกว่า "ซิมไบโอซิส" (Symbiosis) ซึ่งหมายถึงการที่สิ่ง มีชีวิตสองชนิดอาศัยอยู่รวมกัน หรืออยู่ ปนกันโดยต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ซึ่ง กันและกัน เช่น ปลาการ์ตูน หรือ ปลาอินเดียแดงสามารถอยู่ร่วมกับ ดอกไม้ทะเล (sea anemone) ได้ โดยที่ปลา เหล่านี้จะอาศัยดอกไม้ทะเลเป็นที่หลบ ภัยและสืบพันธุ์ ส่วนดอกไม้ทะเลจะได้รับ ประโยชน์จากปลาโดยการล่อเหยื่อหรือชัก นำเหยื่อให้เข้ามาใกล้พอที่ดอกไม้ทะเล จะจับเป็นอาหารได้ 

                           เป็นสัตว์โครงร่างแข็งที่ไม่ใช่กระดูกอยู่ภายในลำตัว และ บางชนิดมีเปลือกแข็งหุ้มอยู่ภายนอก เพื่อป้องกัน อันตราย และใช้ยึดของกล้ามเนื้อ เช่น หอย หมึก กุ้ง หนอนทะเล และ ฟองน้ำ 

                           ในทะเลและมหาสมุทรเขตร้อนเป็นบริเวณที่ค่อนข้างมีปลาชุกชุม และปลาหลายชนิดเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

                             ปลาบางชนิดมีรูปร่างแปลก โดยมีรูปร่างหรือสีกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เพื่อหลบหลีกศัตรูหรือพรางตาเหยื่อ ปลาบางจำพวกนอกจากมีรูปร่างแปลกแล้ว ยังมีสีสันสวยงามและมีพิษด้วย ปลาประเภทนี้มีประมาณ 500 ชนิด รวมถึงปลาบางชนิดที่รับประทานแล้วเป็นพิษต่อมนุษย์

                               ในทะเลและมหาสมุทรมีปลาขนาดใหญ่หลายชนิดอาศัยอยู่ มีขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ ปลาที่มีขนาดเล็กรวมทั้งพวกที่มีสีสันสวยงามหลายพวก มักจะอาศัยอยู่ใกล้ฝั่งหรืออยู่ในที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ มีที่กำบังและหลบภัย อาศัยอยู่มากในช่วงความลึกไม่เกิน 1,000 เมตร จากผิวน้ำ ได้แก่ ปลาที่เรารู้จักดี เช่น ปลาโอ ปลากะพงขาว ปลาหมอทะเล ปลาอินทรีย์ ปลากระเบน ปลาหมอทะเล ปลาฉลาม เป็นต้น ปลาอีกหลายชนิดอาศัยอยู่ลึกลงไปเกือบถึงพื้นสมุทร ซึ่งลึกประมาณ 2,000 เมตร เช่น ปลาคอด เป็นต้น




ในส่วนชั้นสองจัดแสดงเดงเป็นนิทรรศการ ดังนี้

               ส่วนแรก  จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เกี่ยวกับพระราชกรณีกิจทางด้านการฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และด้านวิทยาศาสตร์การประมง


        1. นิทรรศการเรื่องราวของอาณาจักรของสิ่งมีชีวิตในทะเล  โดย   ให้ความรู้ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆที่อาศัยอยู่ในทะเล  สัตว์จำพวกหนอนทะเล สัตว์ที่มีข้อปล้องในทะเล  สัตว์จำพวกคอร์เดทในทะเล สัตว์ทะเลที่มีกระดูกสันหลัง ชนิดต่างๆ  และสิ่งมีชีวิตในทะเลยุคดึกดำบรรพ์ เป็นต้น 
        2.  นิทรรศการเรื่องราวของทะเล และระบบนิเวศในทะเล ในส่วนนี้จะกล่าวถึงการแบ่งเขตของทะเล และระบบนิเวศต่างๆในทะเล รวมทั้งพืช และสัตว์ทะเลที่อาศัยอยู่ในแต่ละระบบนิเวศ โดยเริ่มตั้งแต่ ระบบนิเวศของป่าชายเลน ระบบนิเวศหาดหิน ระบบนิเวศหาดทราย และหาดโคลน ระบบนิเวศแนวปะการัง เป็นต้น 
        3. นิทรรศการเกี่ยวกับความสำคัญของทะเลที่มีต่อมนุษย์  เป็นส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความสำคัญของทะเลที่มีต่อมนุษย์ เช่น เป็นแหล่งทำการประมงโดยใช้เครื่องมือประมงทะเล เช่น โป๊ะ และเรือประมงทะเลชนิดต่างๆ เป็นเส้นทางค้าขาย และเดินทางติดต่อกันของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 
        4. ห้องพิพิธภัณฑ์เปลือกหอย และวิวัฒนาการของหอย ในห้องนี้จะจัดแสดงเกี่ยวกับเปลือกหอยที่พบในทะเลกลุ่มต่างๆ ได้แก่ ลิ่นทะเล หอยฝาเดียว หอยฝาคู่ หอยงวงช้าง และหอยงาช้าง เป็นต้น

ที่มา http://www.bims.buu.ac.th



ความประทับใจ
  " ในการทัศนศึกษาครั้งนี้ เป็นการทัศนศึกษาครั้งที่สองในชีวิตที่ได้มาเยือนที่นี่  ซึ่งผมรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่ได้มา ครั้งแรกผมได้มาที่นี่ตอน ป 1 ส่วนมาครั้งนี้ผมได้มาอยู่ที่นี่เลย โดยก่อนที่จะมาทัศนศึกษาในครั้งนี้ ผมมีหน้าที่เป็นผู้กล่าวคำขอบคุณวิทยากร รู้สึกตื้นเต้นมาก เพราะไม่เคยทำหน้าที่นี้ และตื่นเต้นมากที่จะได้มาทัศนศึกษานอกสถานที่ และรู้สึกภูมิใจ เพราะสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นที่เดียวในประเทศที่มี เป็นที่เชิดหน้าชูตาให้กับมหาวิทยาลัยบูรพาอย่างยิ่ง แล้วการทัศนศึกษาในครั้งนี้ได้สาระความรู้อะไรกลับไปเยอะ เป็นการทัศนศึกษาที่แท้จริง และหวังว่ารุ่นต่อๆไป คงจะได้มาทำกิจกรรมเช่นนี้อีก" 



วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 18 วิทยุเพื่่อการศึกษาและพัฒนาอาชีพ สำนักคณะกรรมการอาชีวศึกษา



วิทยุเพื่อการศึกษาและพัฒนาอาชีพ  สำนักคณะกรรมการอาชีวศึกษา


ความเป็นมา
           สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำโครงการพระราชดำริเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในถิ่นทุรกันดารมานานเกือบ 30 ปี ทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย การส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม      สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้ปฏิบัติงานโครงการพระราชดำริสนองพระเดชพระคุณมาตลอดตั้งแต่ระยะต้นๆ ในด้านการส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้      โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการอาชีวศึกษา ดังนั้นเพื่อเป็นการขยายการศึกษาและเผยแพร่ความรู้วิชาการต่างๆให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี   จึงได้ร่วมกันทำโครงการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาและพัฒนาอาชีพ R-Radio โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้น้อมเกล้าฯถวายเวลาออกอากาศรายการวิทยุ R-Radio จำนวน 30 เปอร์เซ็นต์ เ พื่อใช้ในการเผยแพร่พระราชกรณียกิจและโครงการพระราชดำริ รวมทั้งความรู้ทั่วไป 
                    
                                                                                                                                     
วัตถุประสงค์

           1.  เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจ  ข่าวสารโครงการพระราชดำริ
           2.  เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้กับชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกล  ทุรกันดารและด้อยโอกาส
           3   เพื่อเผยแพร่ข่าวสารความรู้ด้านสังคม  เศรษฐกิจ   การประกอบอาชีพ  ภูมิปัญญา ท้องถิ่น  ICT  วัฒนธรรมของชาติและสาระบันเทิง  อันเป็นประโยชน์ของประชาชน
           4. เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน  สำหรับการเรียนรู้ของนักศึกษาอาชีวะ
           5. เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารเหตุการณ์กรณีฉุกเฉิน  อุบัติภัย ศูนย์แจ้งเหตุ (Call Center) โดยเชื่อมโยงกับองค์กรอื่นๆ 
                                
กลุ่มเป้าหมาย
           1. ชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกล ทุรกันดารและด้อยโอกาส
           2. ประชาชนผู้สนใจทั่วไป
           3. นักเรียน  นักศึกษาอาชีวะ
 พื้นที่ดำเนินการ
            สถานีวิทยุเครือข่าย  23 แห่งทั่วประเทศ
แนวทางการดำเนินงาน
            1. พัฒนาการกระจายเสียงทางวิทยุให้ได้มาตรฐานของกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี
            2. เป็นสื่อการเรียนการสอนนักศึกษาอาชีวะ            3. เป็นเครื่องมือพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชน 







ที่มา www.r-radionetwork.net 

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 17 อุทยานการเรียนรู้ TK park



                   ถ้าจะมีเวทมนตร์ใดๆ ที่ทำให้กลับกลายเป็นเด็กขึ้นมาได้ ฉันเชื่อว่าหนึ่งในเวทมนตร์บทนั้นต้องเริ่มต้นด้วยถ้อยคำ “TK park”
            “อุทยานการเรียนรู้ TK park มิใช่สถานที่ธรรมดาๆ”
            ประโยคนี้มักปรากฏขึ้นในใจฉันทุกครั้ง เมื่อเหยียบย่างเข้าสู่โลกแห่งการเรียนรู้
            การค้นพบสิ่งใหม่ๆ อันน่าตื่นตาตื่นใจดูเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว สำหรับดินแดนมหัศจรรย์ที่พร้อมร่ายมนตร์สะกดให้ผู้คนหลงใหลไปกับโลกของหนังสือ เสียงเพลง สื่อมัลติมีเดีย และกิจกรรมแสนสนุกอีกมากมาย
            ด้วยจุดเริ่มต้นจากความต้องการที่จะสร้างทัศนะในการอ่านที่ดีให้กับเด็กๆ ผ่านพ้นการพัฒนา กระทั้งเพิ่มพูนกลายมาเป็นแหล่ง
เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ขนาดใหญ่  
            เวทมนตร์ของ TK park ยังคงไม่หยุดยั้งที่จะส่งพรวิเศษต่อผู้ที่มาเยือน เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสถึงความประทับใจทั้งเด็กและ
ผู้ใหญ่ ซึ่งพร้อมจะเปิดมุมมองแสวงหาสิ่งที่แปลกใหม่อันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม
            เสมือนการได้รับเวทมนตร์ย้อนเวลากลับไปเป็นเด็ก ที่เพิ่งเริ่มต้นหัดเรียนรู้โลกกว้าง
            นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่อุทยานการเรียนรู้ TK park…
            ชั้นที่บรรจุหนังสือหลายหลายแนว คือ เวทย์มนตร์ประทับใจบทแรกที่ฉันได้รับ
            ไม่ว่าจะเป็นตำราเรียนซึ่งอัดแน่นด้วยข้อมูลเชิงลึก หนังสือสารคดีเบาๆ คู่ไอเดียสร้างสรรค์ หรือแม้กระทั้งหนังสือการ์ตูนที่ช่วยเปิดโลกจินตนาการให้กว้างขึ้น ต่างก็เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบชนิดไม่หวงพื้นที่
            เก้าอี้นั่งมุมเล็กๆ บุนวมกลายเป็นสถานที่พักผ่อนยามว่างของทั้งบรรดาเด็กๆ รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ซึ่งต่างก็ช่วยกันพลิกหน้าหนังสือ จนกลายเป็นภาพน่ารักๆ ของการแสวงหาความรู้คู่กับความผูกพันในครอบครัว
            หากแต่ ความ “เพลินตา” ที่ TK park ร่ายคาถาใส่อาจต้องมาประชันกับความ “เพลินหู” ที่มาจากห้องกิจกรรมดนตรีซึ่งจัดขึ้น
อย่างมีคุณภาพ
            ด้วยคอนเสิร์ตแบบป๊อป แจ๊ส ร๊อคจากศิลปินทั้งไทยและเทศมากฝีมือ นับตั้งแต่เมโลดี้เบาสบาย กระทั้งโยกย้ายอย่างสุดสนุกตามจังหวะของนักดนตรีในแต่ละสัปดาห์ โดยเฉพาะท้ายรายการที่มีของแถมสำคัญ คือการสัมภาษณ์ศิลปินที่ชื่นชอบชนิดตัวต่อตัว ก็สามารถสะกดให้ผู้คนเอียงหูคอยฟังเพลงที่ตนชื่นชอบอย่างสบายใจ
            โลกแห่งเสียงเพลงจึงเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของดินแดน TK park ทว่าความบันเทิงที่มาพร้อมกับความรู้ยังไม่หมดอยู่แค่นั้น
            คาถาทั้ง “เพลินหู” และ “เพลินตา” ยังถูกร่ายมาในรูปแบบของภาพยนตร์ ซึ่งคัดสรรฉายเรื่องราวที่ดีและดังบนแผ่นฟิล์ม พร้อมกับการวิเคราะห์เจาะลึกจากผู้กับหรือนักวิจารณ์ ผู้คอยจุดประเด็นข้อคิดในตัวภาพยนตร์ที่ทำให้เรารับรู้ความเป็นไปได้อย่างลึกซึ้ง รวมทั้งการแสดงละครเวทีต่างๆ ที่ใช้ TK park เป็นโรงละครขนาดย่อมก็สามารถเรียกคนดูให้เพลิดเพลินไปกับทั้งศาสตร์และศิลป์ของละครอย่างมีคุณภาพ
            นอกจากเวทย์มนตร์อันน่าตื่นตาซึ่งร่ายตรงไปยังผู้ที่ก้าวเข้ามาแล้ว อุทยานการเรียนรู้ TK park ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสนามประลองความสามารถของการแข่งขันหลากหลายทักษะ
            ทั้งการประกวดเล่านิทาน การประกวดงานเขียน หรือการฝึกอบรมของสาขาวิชาชีพอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญที่จะช่วย
ผลักดันให้ผู้เข้าร่วมมีกำลังใจ และก้าวไปคว้าความฝันของตัวเอง
            พื้นที่แห่งนี้ยังเปิดต้อนรับให้เยาวชนแสดงพลังของตนอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเดี่ยวหรือกลุ่ม คาถาของ TK park ก็ล้วนโอบล้อมความกล้าและท้าทาย เพื่อจุดไฟในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ รวมทั้งกลายมาเป็นสถานที่พบปะเพื่อนฝูงผู้ชื่นชอบทัศนะแบบเดียวกัน หรือกระทั้งการได้พูดคุยกับบุคคลสำคัญที่เราอยากรู้จัก ที่จะเกิดขึ้นหมุนเวียนสับเปลี่ยนตามกิจกรรม ซึ่งต่างก็สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนมากยิ่งขึ้น
            อุทยานการเรียนรู้ TK park จึงนับเป็นสถานที่พิเศษซึ่งทำให้ฉันสนุกไปกับมุมมองแปลกใหม่ และเปิดจินตนาการให้กับเด็กๆ โดยไม่ลืมที่จะเสริมสร้างความผูกพันในครอบครัว
            ด้วยเรื่องราวทั้งหมด ความมหัศจรรย์ในโลกของ TK park สำหรับฉันจึงเต็มไปด้วยสิ่งที่คาดไม่ถึง แต่กระนั้นที่รู้แน่ชัดเพียงอย่างเดียวก็คือ
            “หากเปิดประตูเข้าสู่ดินแดนนี้ ฉันจะต้องได้อะไรกลับไปมากกว่าที่คิด”
            โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความประทับใจจากความช่วยเหลือของพี่ๆ ทีมงานใจดีซึ่งคอยให้บริการสอบถามข้อมูลด้วยความยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร ฉันจึงเชื่อว่า TK park พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าแม้จะต้องเจอกับอุปสรรคใดๆ แต่กำลังใจที่มีให้ก็ยังเปี่ยมล้นจากผู้คนที่ผูกพันอยู่เสมอ
            จึงไม่น่าแปลกนักที่ทุกๆ ครั้งบรรยากาศแห่งมนตร์ขลังอันเต็มไปด้วยเสน่ห์ของความสนุกสนานคู่กับความรู้ จะยังคงอบอวลอยู่ในทุกขณะ เพียงเท่านี้ ฉันก็พร้อมหลับตายิ้มรับกับพรวิเศษที่จะทำให้กลับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง
            เพื่อก้าวเข้าสู่โลกมหัศจรรย์ของอุทยานการเรียนรู้ TK park


การออกแบบห้องสมุดที่น่าสนใจ


ชั้นอ่านหนังสือรังผึ้ง

ที่มา: www.tkpark.or.th