วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 9 " การแบ่งประเภทสื่อการสอน 400202 Educational Technology "

สื่อการสอน (Instructional  Media)            
หมายถึงตัวกลางที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู้  ประสบการณ์  ความคิดและทักษะต่าง ๆ ไปสู่ผู้เรียน 
ประเภทสื่อการสอน
Percival  and  Ellington(1984)  และ  De  Kieffer  (1965)  ได้แบ่งสื่อการสอนตามลักษณะภายนอกและคุณสมบัติของสื่อการสอน  มี  3  ประเภท
1.             สื่อที่ไม่ต้องฉาย  (non  projected  material)
2.             สื่อที่ต้องฉาย  (projected  material)
3.             สื่อที่เกี่ยวกับเสียง  (Audio material )
แบ่งตามแนวคิดเทคโนโลยีการศึกษา
                1.  วัสดุ  -  สื่อที่ผลิตขึ้น  เช่น  รูปภาพ  แผนภูมิ
                2.  อุปกรณ์  -  เครื่องมืออุปกรณ์  สำเร็จรูป  ทั้งที่สามารถใช้ได้ด้วยตนเอง  เช่น  หุ่นจำลอง  และสื่อที่ต้องใช้ร่วมกับวัสดุ  เช่น  วีดิทัศน์  สไลด์
                3.  วิธีการ  -  กิจกรรม  เกม  ศูนย์การเรียน  ทัศนศึกษา  สถานการณ์จำลอง  แหล่งความรู้ชุมชน 
                สื่อการสอนประเภทวัสดุ  (Software  or  Material)
                                -  เป็นสิ่งที่ได้รับบรจุเนื้อหาสาระเรื่องราวหรือความรู้ไว้ในลักษณะต่าง ๆ
                สื่อการสอนอุปกรณ์  (Hardware)
                                -  เป็นตัวผ่านที่ทำให้ข้อมูล  ความรู้  หรือสาระ  ที่อยู่ในวัสดุสามารถถ่ายทอดออกมา   
                สื่อการสอนประเภทเทคนิคและวิธีการ(Techniques  and  Methods)
                                สื่อการสอนที่มีลักษณะเป็นแนวความคิด  รูปแบบขั้นตอนในการเรียนการสอน  หรือเทคนิค  ที่ไม่มีลักษณะทางกายภาพเป็นวัสดุหรืออุปกรณ์  แต่สามารถใช้วัสดุอุปกรณ์มาช่วยในการดำเนินงานได้
สื่อการสอน  แบ่งตามประสบการณ์การเรียนรู้จากรูปธรรมไปสู่นามธรรมของ  Edgar Dale
1.             ประสบการณ์ตรงที่มีความหมาย  (Direct  or  Purposeful  Experiences) 
                                เป็นสื่อการสอนที่สร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนสามารถรับรู้  เรียนรู้ด้วยตนเอง  ลงมือปฏิบัติ  เข้าไปอยู่ในสถานการณ์จริงและได้สัมผัสด้วยตนเองจากประสาทสัมผัสทั้งห้า  เช่น  การฝึกทำอาหาร  การทดลองต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับโปรเจคเตอร์
               
      2.    ประสบการณ์จำลอง  (Contrived  experience)
                                เป็นสื่อการสอนที่ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดแต่ไม่ใช่ความเป็นจริง  อาจเป็นสิ่งของจำลอง  หรือสถานการณ์จำลอง  เช่น  การฝึกหัดผ่าตัดตาด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  การฝึกหัดขับเครื่องบินด้วยเครื่อง  Flight  Simulator
3.             ประสบการณ์นาฏการหรือการแสดง  (Dramatized  Experience)
                                เป็นสื่อการสอนที่ผู้เรียนรู้จากประสบการณ์  ในการแสดงบทบาทสมมุติ  หรือการแสดงละคร  นิยมใช้สอนในเนื้อหาที่มีข้อจำกัดในเรื่องยุคสมัยเวลา
4.             การสาธิต  (Demonstration)
                                เป็นสื่อการสอนที่ผู้เรียนเรียนรู้จากการดูการแสดงหรือการกระทำประกอบคำอธิบาย  เพื่อให้เห้นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น ๆ  เช่นการสาธิตอาบน้ำเด็กแรกเกิด
5.             การศึกษานอกสถานที่  (Field  Trip)
                                เป็นสื่อการสอนที่จัดให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ต่าง ๆ ภายนอกชั้นเรียนโดยการท่องเที่ยว  หรือการเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ โดยมีการจดบันทึกสิ่งที่พบ  ตลอดจนอาจมีการสัมภาษณ์บุคคลที่ดูแลสถานที่เยี่ยมชม
6.             นิทรรศการ  (Exhibits)
                                เป็นสื่อการสอนที่จัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งต่าง  ๆที่ได้จัดแสดงไว้ในลักษณะของนิทรรศการ  หรือการจัดป้ายนิเทศ ผู้เรียนจะเรียนรู้จากสาระและเนื้อหาที่แสดงไว้ในนิทรรศการหรือป้านนิเทศ
7.             โทรทัศน์  (Television)
                                เป็นการใช้โทรทัศน์เป็นสื่อในการสอนโดยเฉพาะ  เน้นที่โทรทัศน์การศึกษาและโทรทัศน์เพื่อการเรียนการสอน  เป็นการสอนหรือให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียนหรือผู้ชมที่อยู่ในห้องเรียนหรือทางบ้าน  ใช้ทั้งระบบวงจรปิดและวงจรเปิด  ซึ่งการสอนอาจเป็นการบันทึกลงเทปวีดิทัศน์  หรือเป็นรายการสดก็ได้  การใช้สื่อการสอนในกรณีนี้ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้จากการชมโทรทัศน์
8.             ภาพยนตร์  (Motion  Picture)
                                เป็นการใช้ภาพยนตร์ที่มีลักษณะเป็นภาพเคลื่อนไหว  มีเสียงประกอบ  และได้บันทึกลงไว้ในแผ่นฟิล์ม  มาเป็นสื่อในการสอน  ผู้เรียนจะเรียนรู้หรือได้ประสบการณ์ทั้งจากภาพและเสียง  หรือจากภาพ
         9.  ภาพนิ่ง  วิทยุ  และแผ่นเสียง  (Recording, Radio, and  Still  Picture)
                                เป็นการใช้สื่อการสอนที่เป็นภาพนิ่ง  วิทยุ  หรือเทปบันทึกเสียง  เพื่อให้ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน  สื่อเหล่านี้เป็นสื่อที่ผู้เรียนสัมผัสได้เพียงด้านเดียว  เช่น  สื่อภาพนิ่งซึ่งอาจเป็นรูปภาพ  สไลด์  หรือภาพวาด  ภาพล้อ  หรือภาพเหมือนจริง  ซึ่งผู้เรียนเรียนรู้จากการดูภาพ  สื่อวิทยุเป็นสื่อที่ผู้เรียนเรียนรู้จากการฟัง  ข้อมูลหรือสาระความรู้ที่บันทึกอยู่ในสื่อประเภทนี้จะสามารถให้ประสบการณ์แก่ผู้เรียนได้  ถึงแม้ผู้เรียนจะอ่านหนังสือไม่ออก  ก็สามารถเข้าใจใจเนื้อหาบทเรียนได้  เนื่องจากเป็นการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนโดยผ่านการฟังหรือดูภาพ
10.      ทัศนสัญญลักษณ์  (Visual  Symbols)
                                วัสดุกราฟิกทุกประเภท  เช่น  แผนที่  แผนภูมิ  แผนสถิติ  แผนภาพ  การ์ตูนเรื่อง  หรือสัญญลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการสื่อความหมาย  การใช้สื่อประเภทนี้ผู้เรียนจำเป็นต้องมีพื้นฐานในการทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่นำมาใช้ในการสื่อความหมายจึงจะเข้าใจเนื้อหาบทเรียนที่นำเสนอโดยสื่อเป็นอย่างดี  เนื้อหาจะถูกสื่อความหมายผ่านทางสัญญลักษณ์  หรืองานกราฟิก  ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้จากการตีความสัญญลักษณ์ที่นำมาใช้สื่อความหมาย
11.      วจนสัญญลักษณ์  (Verbal  Symbol)
                                เป็นสื่อการสอนที่อยู่ในรูปแบบของคำพูด  คำบรรยาย  ตัวหนังสือ  ตัวเลข  หรือสัญญลักษณ์พิเศษต่าง  ๆที่ใช้ในภาษาการเขียน  ประสบการณ์การเรียนรู้ที่จัดให้ผู้เรียนโดยผ่านสื่อประเภทนี้  จัดว่าประสบการณ์ขั้นที่มีความเป็นนามธรรมมากที่สุด


 รูปที่ 1  ภาพกรวยประสบการณ์ของ Edgar  Dale


นิสิตแสดงความเห็นดังนี้
1.มีการกล่าวถึงความหมายของ  สื่อการสอนประเภท  วัสดุ  ว่าเป็น  สิ่งหรือวัสดุสิ้นเปลือง  ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร
ตอบ  ข้าพเจ้ามีความคิดเห็น คือ สื่อการสอนทุกชนิด เป็นสิ่งของที่มีค่า มีประโยชน์แก่การส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นสิ่งที่ถูกสร้างสรรค์มาแล้ว  แต่ถ้าสื่อการสอนนั้นไม่มีความคงทน หรือเกิดการชำรุด ไม่สะดวกในการใช้ในยุคปัจจุบัน และ ซ่อมแซมไม่ได้ ไม่สามารถใช้การได้แล้ว สื่อการสอนนั้นก็อาจจะเป็นสือวัสดุสิ้นเปลือง เพราะฉะนั้นแล้วสื่อการสอนเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ควรจะใช้ให้มีคุณค่า ให้คุ้มค่าที่สุด ก่อนที่จะใช้การไม่ได้อีก 
กรวยประสบการณ์ของ Edgar Dale  แบ่งสื่อการสอนโดยยึดหลักอะไร / สรุปสาระสำคัญ
ตอบ กรวยประสบการณ์ของ Edgar Dale  แบ่งสื่อการสอนโดยยึดหลักประสบการณ์การเรียนรู้จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม มี 10 ประเภทดังนี้
1.              ประสบการณ์ตรงที่มีความหมาย                   7.  โทรทัศน์
2.              ประสบการณ์จำลอง                                          8. ภาพยนตร์
3.              ประสบการณ์นาฏการ                                        9.  ภาพนิ่ง
4.               การสาธิต                                                             10.  ทัศนสัญญลักษณ์
5.              การศึกษานอกสถานที่                                       11.  วัจนสัญญลักษณ์
6.              นิทรรศการ

                ...................................................................................................................................................................... 

ตัวอย่างสื่อการสอน 


งานนิทรรศการ 


สื่อโทรทัศน์ 


สื่อวิดิทัศน์ 






บันทึกครั้งที่ 8 เรียนภาษาเกาหลีสนุกๆ

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 7 " ทำบุญหวังผล ดี หรือไม่ดี ? "





ถาม : มีคนกล่าวกันว่า การทำบุญโดยอธิษฐานหวังผลว่าขอให้ร่ำรวยหรือขอให้มีโชคลาภอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี จริง ๆ แล้วผิดถูกหรือไม่ ? แล้วทำได้หรือไม่ ? เพราะมีคนกล่าวว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้คนร้องขอ 


ตอบ : อันนั้นถูกของเขาแต่มันผิดของพระพุทธเจ้า อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนให้มีอธิษฐานบารมี การทำบุญจะต้องการผลตอบแทนหรือไม่ก็ตามผลเกิดแน่นอน เพราะว่าการกระทำทุกอย่างที่เรียกว่ากรรมนั้นจะเป็นกุศลกรรมคือความดีหรืออกุศลกรรมความชั่วนั้นผลเกิดขึ้นแน่ ๆ คราวนี้ผู้ที่ใช้อธิษฐานบารมีนั้นเป็นผู้ที่มีปัญญา เขากำหนดไปเลยว่าสิ่งที่เขาทำนี้มันจะต้องเกิดผลอยู่แล้ว ในเมื่อจะเกิดผลในลักษณะไหน ? จะเกิดผลเมื่อไหร่ ? เมื่อถึงวาระนั้น เวลานั้น ผลที่ต้องการมันก็จะต้องมาสนอง แต่ไม่ได้อธิษฐานเอาไว้ก็หมายความว่าเขาไม่ได้กำหนด เมื่อถึงวาระ อย่างเช่นเหมือนกับหิวน้ำอยู่ไม่มีน้ำกว่าน้ำจะมาอีก ๒-๓ วันมาเราก็แย่หรืออาจจะตายไปเลย เพราะฉะนั้นการใช้อธิษฐานบารมีนี่หลวงพ่อท่านจึงเปรียบเหมือนกับยิงปืนต้องเล็งเป้า โอกาสถูกเป้ามันมีมากกว่า แต่ว่ายิงเปะปะไปเลยกว่าจะถูกเป้าบางทีก็จะหลายชาติ ฉะนั้นถึงได้กล่าวไว้ว่า อธิษฐานบารมีเป็นเรื่องของบุคคลที่เข้าถึงอุปบารมีขั้นปลายไปจนถึงปรมัตถบารมีเท่านั้นถึงจะใช้อธิษฐานบารมีเป็น ถ้าหากว่าต่ำกว่านั้นก็จะใช้ไม่เป็นหรอก เขาก็จะคิดแบบนี้คิดว่า เออ....มันเป็นการเรียกร้อง มันยังเป็นกิเลสตัณหาอยู่อะไรอยู่ยุ่งไปหมด ความจริงพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ประเภทไม่ได้ศึกษาให้ครบ 


ที่มา http://board.palungjit.com

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 6 พระอารมณ์ขันของสมเด็จพระเทพฯ

เรื่อง "เข้าจุฬาฯ ชั่วโมงแรกก็เจอดี"
นิสิตจุฬาฯ ตื่นเต้นกันทุกคน  เมื่อทราบข่าวที่ค่อนข้างแน่นอนว่า
สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้จะทรงสอบเข้าจุฬาฯ  เพื่อจะทรงศึกษาในคณะอักษรศาสตร์

ไม่เฉพาะแต่ที่ตึกอักษรศาสตร์เท่านั้น ทางคณะวิทยาศาสตร์  คณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะบัญชี  ตลอดจนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  ต่างก็คอยเฝ้าดูเหตุการณ์ว่าสมเด็จเจ้าฟ้า
พระองค์นี้จะทรงวางพระองค์อย่างไรกับอาจารย์และกับเพื่อนนิสิตด้วยกัน
ข้อสำคัญใครจะกล้าเข้าใกล้พระองค์ท่าน  บางคนถึงกับลงทุนซักซ้อมการเพ็ดทูล
แบบราชาศัพท์กันระหว่างเพื่อนฝูง

และแล้ววันแรกในชีวิตนิสิตหญิง  ซึ่งเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกของจุฬาฯ ก็มาถึง

อาจารย์ในคณะอักษรศาสตร์ก็ตื่นเต้น
แต่ในวันแรกของการเปิดเทอมแรกของปีใหม่
ทุกอย่างและทุกคนดูจะวุ่นวายชุลมุนกันไปหมด
โดยเฉพาะนิสิตปีที่ ๑  ห้องเรียนอยู่ที่ไหนก็ยังไม่ทราบ
สอบถามกันให้วุ่นวาย

วิชาแรกในวันนั้นของนิสิตอักษรศาสตร์ปีที่ ๑  คือวิชาวรรณคดีละครพูด
ซึ่งจะต้องเข้าเรียนรวมกันทั้งชั้นในห้องใหญ่ ... ใหญ่จริง ๆ
นักเรียนปีหนึ่งแม้ว่าจะมาจากโรงเรียนต่าง ๆ  ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
แต่ก็จับกลุ่มกันเฉพาะที่มาจากโรงเรียนเดียวกัน  ก็เลยคุยแข่งกันเป็นกลุ่ม ๆ
เสียขรมแซดไปหมด  อาจารย์ศักกดิ์ศรี  แย้มนัดดา
อาจารย์ผู้สอนเข้ามาในห้องแล้ว  นิสิตใหม่ก็ยังไม่รู้จักเกรงใจ

ท่านอาจารย์ต้องนั่งรออยู่เป็นเวลาถึงห้านาที  เพื่อจะให้เงียบ
แต่ก็เปล่า ... ไม่ได้ผล ... ไม่มีทีท่าว่าจะเงียบ

อาจารย์ศักดิ์ศรีจึงตัดสินใจว่า  จะต้องเทศนาสั่งสอนอบรมเรื่องระเบียบ
วินัยกันเสียแล้ว  เรื่องเรียนอย่าเพิ่งเลยเพราะนิสิตยังขาดสมาธิ
สอนไปก็จับอะไรไม่ได้

อาจารย์เลยเทศน์เสียเกือบครี่งชั่วโมง
แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า  เอ๊ะ  สมเด็จเจ้าฟ้าก็ต้องอยู่ในกลุ่มนี้
ในห้องนี้แน่  พยายามกวาดสายตาดูก็ไม่เห็นเพราะมีนักเรียนมากมาย
นั่งหน้าสลอนไปหมด  จนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร

พวกนิสิตใหม่ตกใจ  ที่อาจารย์ไม่ยอมสอนในชั่วโมงแรก  เอาแต่อบรมเรื่อง
ระเบียบวินัย  ต่างซุบซิบกันว่าอาจารย์คนนี้ดุจังเลย

สำหรับทูลกระหม่อมนั่นทรงตกพระทัย  เพราะตอนอยู่ที่โรงเรียนจิตรลดา
ไม่เจอะเจออาจารย์ดุแบบนี้

ทรงบ่นกับพระสหายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ว่า
"พอเข้าชั่วโมงแรกก็เจอดีเลยทีเดียว"
แต่ไม่ทรงขุ่นเคืองพระทัย  ทรงเห็นว่าการรักษาระเบียบวินัยในห้องเรียน
เป็นสิ่งจำเป็น  แม้นักเรียนจะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ไม่ควรละทิ้งระเบียบเช่นนี้

พระอาจารย์ศักดิ์ศรี  แย้มนัดดากล่าวถึงทูลกระหม่อมว่า  ทรงเป็นผู้เพียรกล้า
ในการแสวงหาวิชาความรู้  ทรงตักตวงอย่างไม่รู้จักอิ่ม  ลำพังการเรียน
เฉพาะชัวโมงที่ลงทะเบียนไว้ก็กินเวลาสัปดาห์ละไม่น้อยอยู่แล้ว
และยังจะมีงานที่จะต้องทำมาส่งอาจารย์อีก  เพื่อน ๆ บ่นกันว่าปีแรกนี้เรียนหนัก
เรียนไม่ค่อยรู้เรื่องบ้าง  เซ็งบ้าง  ตามแต่จะบ่นกันไปกระปอดประแปด
แต่ทูลกระหม่อมไม่ทรงบ่นเลย  มีแต่จะคิดเรียนโน่นเรียนนี่เพิ่มเติมอยู่เสมอ
อย่างไม่ทรงรู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย  ทรงสนุกกับการเรียน  เรียนวิชาปีหนึ่งแล้ว
พอว่างก็แอบไปเข้าห้องเรียนชั้นปริญญาโทขอฟังกับเขาด้วย
เพราะทางมหาวิทยาลัยไม่ห้ามพวกปริญญาตรีจะเข้าฟังของพวกปริญญาโท
ก็ไม่มีกฎห้ามแต่อย่างใด  แต่อาจารย์ศักดิ์ศรีบอกว่า  สามสิบปีทีสอนมา
ไม่เคยมีนักศึกษาปริญญาตรีเข้ามาแอบฟังการสอนชั้นปริญญาโทเลย
เพิ่งมีคราวนี้แหละ  จึงเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันมากในหมู่คณาจารย์

แต่ในหมู่นิสิตคณะอื่นนั้น  โจษขานกันแต่ว่ามีบุญตาได้เห็นทูลกระหม่อม
แล้วหรือยัง  จนมีนิสิตช่างสังเกตแนะให้ว่า  "คนไหนไว้เปียยาวก็คนนั้นแหละ"



ทรงพระเจริญ


พระอารมณ์ขันของสมเด็จพระเทพฯ
โดย … วิลาศ  มณีวัต  
http://www.our-teacher.com



บันทึกครั้งที่ 5 "She is my smile"

คำบางคำ . . . 
ไม่ใช่ยากที่จะเข้าใจ 
แต่อาจจะยาก ที่จะเข้าใจอย่างลึกซึ้ง 
และไม่ใช่ทุกคน สามารถกล่าวออกมา 
ยิ่งไม่ใช่ทุกผู้คน คู่ควรจะกล่าวออกมาเช่นนั้น 

เล่ากันต่อๆ มา เช่นนี้ : 

ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ สัมภาษณ์ในหลวง เมื่อครั้งพระองค์เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา ว่า 
เพราะเหตุใด พระองค์จึงไม่ทรงยิ้ม หรือพระสรวลบ้างเลย เวลาให้สัมภาษณ์กับนักข่าว 
พระองค์ทรงชี้ไปที่พระราชินีที่ประทับอยู่ข้างๆ พระองค์ พร้อมกับตอบคำถาม ที่นักข่าวคนนั้นถามว่า

"She's my smile"

เมื่อนักข่าวมองไปที่พระราชินี ท่านก็ทรงยิ้มให้กับนักข่าวต่างประเทศเหล่านั้น


" ทรงพระเจริญ"

ที่มา mblog.manager.co.th/11arrows/She-is-my-smile/


วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 4 ตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



ความหมายตราสัญลักษณ์
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

      อักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. สีเหลืองทอง อันเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ อยู่กลางตราสัญลักษณ์ ขลิบรอบตัวอักษรด้วยสีทอง บนพื้นวงกลมสีน้ำเงิน ล้อมรอบด้วยกรอบโค้งเรียบสีเหลืองทอง หมายความว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ
      ด้านบนอักษรพระปรมาภิไธยเป็นเลข 9 หมายถึงพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เลข 9 นั้นอยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ อันเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ และเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราช

      ถัดลงมาด้านข้างซ้ายขวาของอักษรพระปรมาภิไธย มีลายพุ่มข้าวบิณฑ์สีทอง ซึ่งมีสัปตปฎลเศวตฉัตรประดิษฐานอยู่เบื้องบน

      ด้านนอกสุดเป็นกรอบโค้งมีลวดลายสีทองบนพื้นสีเขียว หมายถึง สีอันเป็นเดชแห่งวันพระบรมราชสมภพ อีกทั้งยังหมายถึงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ และความสงบร่มเย็น

      ด้านล่างอักษรพระปรมาภิไธยเป็นรูปกระต่ายสีขาว กระต่ายนั้นทรงเครื่องอยู่ในลักษณะกำลังก้าวย่าง อันหมายถึงปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ตรงกับปีเถาะ ซึ่งมี
กระต่ายเป็นเครื่องหมายแห่งปีนักษัตร
      รูปกระต่ายอยู่บนพื้นสีน้ำเงิน มีลายกระหนกสีทอง อันหมายถึง
ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภาร
      เบื้องล่างตราสัญลักษณ์เป็นแพรแถบสีชมพูขลิบทอง เขียนอักษรสีทอง ความว่า พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554



" ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ "


ที่มา http://main.s1015.com



วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บันทึกครั้งที่ 3 " พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน และเป็นแรงบันดาลใจของใครหลายๆคน"


“พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน” 
           ในปี 2554  เป็นปีมหามงคลที่กระทรวงศึกษาธิการ    ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระราชสมัญญา  “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน”  เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เฉลิมพระชนมพรรษา  7  รอบ  84 พรรษา  พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและสติปัญญา   โดยไม่ย่อท้อหรือลดละความเพียรพยายามในการที่จะนำความสุขและความสงบยั่งยืนมาสู่พสกนิกรชาวไทยทุกคน   นอกจากนี้ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครูพระองค์ทรงประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีอันประเสริฐแก่ผู้ประกอบอาชีพครู  ทรงย้ำเน้นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  เพื่อให้ผู้เรียนมีพื้นฐานของครู  ความสนใจ  ตามความถนัดที่แตกต่างกันได้เรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย  ทรงเน้นการสาธิต  การทดลอง  การแก้ปัญหาจริง  การลงมือปฏิบัติจริง  ศึกษา  ค้นคว้าสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง อย่างต่อเนื่องและที่สำคัญทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกล  ทรงมีพระราชดำริให้มีการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  ทุกโรงเรียนได้ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้  ประสบความสำเร็จในการศึกษาเป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศมากมาย  ดังพระราชดำรัส 
  “ ผู้ที่เป็นครูจะต้องถือเป็นหน้าที่อันดับแรก ที่จะต้อง ให้การศึกษา คือ สั่งสอนอบรมอนุชนให้ได้ผลแท้จริง ทั้งในด้านวิชาความรู้ ทั้งในด้านจิตใจ และความประพฤติ ทั้งต้องคิดว่างานที่แต่ละคนกำลังทำอยู่นี้คือความเป็นความตายของประเทศ เพราะอนุชนที่มีความรู้ความดีเท่านั้นที่จะรักษาชาติบ้านเมืองไว้ได้ ”
 
  " ขอพระองค์ทรงพระเจริญ " 
เนื้อหาจาก http://directorcherdsak.wordpress.com